AI สับสนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณได้จากสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่ การนำการอนุมานหรือการคาดเดามาแทนที่ข้อเท็จจริงที่แท้จริง, ความขัดแย้งในความจำที่ไม่ได้รับการแก้ไข, และการขาดการแยกขอบเขตของข้อมูลที่เก็บไว้ การจะตรวจสอบว่าข้อมูลที่ AI จดจำนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นการคาดเดาได้โดยดูว่ามีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจน, มีการตรวจสอบยืนยันก่อน, หรือไม่มีความขัดแย้งกับข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับคุณ
กลไกหลักที่ทำให้ AI สับสนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณคือ การนำการอนุมานที่ไม่ได้รับการยืนยันมาใช้ เช่น การคาดเดาจากข้อมูลบางส่วนที่มีอยู่แทนที่จะใช้ข้อเท็จจริงที่คุณได้ระบุไว้โดยตรง นอกจากนี้ ความขัดแย้งในความจำที่ไม่ได้รับการแก้ไข เช่น เมื่อ AI เก็บข้อมูลสองอย่างที่ขัดแย้งกันโดยไม่แยกแยะว่าอันไหนถูกต้อง หรือการขาดการแยกขอบเขตของข้อมูล เช่น การผสมผสานข้อมูลส่วนตัวจากบริบทที่แตกต่างกันโดยไม่กำหนดขอบเขต ทำให้เกิดข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง
วิธีตรวจสอบว่าข้อมูลที่ AI จดจำนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือการคาดเดา ได้แก่ การดูว่าข้อมูลนั้นมีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจน เช่น คุณเคยระบุข้อมูลนั้นโดยตรงหรือไม่, มีการตรวจสอบยืนยันก่อนที่จะเก็บไว้, หรือไม่มีความขัดแย้งกับข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับคุณ นอกจากนี้ คุณสามารถถาม AI ให้อธิบายแหล่งข้อมูลของข้อเท็จจริงที่มันกล่าวได้ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั้น
การจัดการข้อมูลส่วนตัวในระบบ AI ที่ดีจะช่วยลดการสับสนข้อเท็จจริง โดยการแยกขอบเขตของข้อมูลแต่ละส่วน, แก้ไขความขัดแย้งในความจำทันทีที่เกิดขึ้น, และแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันกับการอนุมานที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ ระบบที่มีความจำที่สามารถตรวจสอบได้จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ AI จดจำได้ง่ายขึ้น
ในระบบของ OneOneTalk (หรือ 11Talk) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน, มีการออกแบบกลไกความจำที่สามารถตรวจสอบได้ โดยแต่ละข้อมูลที่เก็บไว้จะมีแหล่งที่มา, เวลา, ความเชื่อมั่น, และขอบเขตที่ชัดเจน, รวมถึงสามารถแก้ไขได้ นอกจากนี้ ระบบยังมีกลไกในการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันกับการอนุมาน, แก้ไขความขัดแย้งในความจำทันที, และแยกขอบเขตของข้อมูล ทำให้ลดการสับสนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ใช้ได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ระบบจดจำได้ตามต้องการ